คริสเตียโน โรนัลโด้ สมัยค้าแข้งที่โอลแทรฟฟอร์ด กับแมนฯยู

หลังจากเปิดตัวเป็นผู้เล่นหมายเลข7 ที่โอลแทรฟฟอร์ด

เค้าเริ่มต้นฤดูกาล 2003/2004 ด้วยการลงสนามเป็นตัวสำรอง ในนาทีที่ 60

แทนที่ นิกกี้ บัตต์ ในการเจอกับโบลตัน  ซึ่งจบ 90 นาที ผลบอล แมนฯยู ชนะ 4-0

นัดนั้นโรนัลโด้โชว์ฟอร์มหวือหวา จังหวะไปกับบอล การสับขา ทำผู้ชมตื่นเต้น

และฮือฮาทุกครั้ง เพราะในพรีเมียร์ลีก ไม่เคยมีอะไรแบบนี้

แต่การสับขาของโรนัลโด้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่  จนสุดท้ายถูกคู่แข่งจับทางได้

ผลบอล

จนถูกแฟนบอลดูถูก หาว่ามีแค่เทคนิคแต่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นของก็อปทำเหมือน

เค้าทำได้แค่ 6 ประตู จากการลงสนามรวมทุกรายการ 40 นัด

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยพรสวรรค์ บวกกับพรแสวงที่มาคู่กันของโรนัลโด้

เค้ากลับมาเล่นฟุตบอลได้อย่างมีพลัง และทรงประสิทธิภาพ กลายเป็นปีกจอมสับขา

และจอมถล่มประตูอย่างกับกองหน้าอาชีพ

ฤดูกาล2004/2005 โรนัลโด้ยิงเพิ่มเป็น 9 ประตู จากการลงสนาม 50 นัด

และนั้นเป็นฤดูกาลสุดท้าย ที่โรนัลโด้ยิงได้เป็นตัวเลขหลักเดียว

เพราะหลังจากนั้นโรนัลโด้ซัดไป 12,23,42 และ 26 ในอีก 5 ฤดูกาลถัดมา

รวมแล้วลงเล่นให้แมนฯยู 292 นัดรวมทุกรายการ ยิงไปทั้งหมด 118 ประตู

พาแมนฯยู เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย ฤดูกาล 2006/2007 , 207/2008 , 2008/2009

แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 1 สมัย ในฤดูกาล 2007/2008 [ชนะจุดโทษเชลซี 6-5]

และแชมป์เอฟเอคัพ 1 สมัยในฤดูกาล 2003/2004

คริสเตียโน โรนัลโด้ หลังจากพาแมนฯยูคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และยูฟ่าแชมป์เปียนลีก

ในฤดุกาล 2007/2008 ผลงานดังกล่าวส่งให้โรนัลโด้ ก้าวขึ้นไปคว้ารางวัลบัลลงดอร์

ไปครองเป็นครั้งแรกของเจ้าตัว และเป็นนักเตะแมนฯยูคนแรก ที่สามารถคว้ารางวัลนี้มาครอง

โดยครั้งสุดท้าย ต้องย้อนไปเมื่อปี 1968 ที่จอร์จ เบสต์ ได้รางวัลนี้มาครอบครอง

โรนัลโด้อยู่กับแมนฯยูถึงจบฤดูกาล 2008/2009 ปิดฉากด้วยการพาทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก

พ่วงด้วยแชมป์ลีกคัพ และย้ายไปอยู่กับยอดทีมจากลาลีก้าสเปน

เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติโลกในตอนนั้น